ในงานติดตั้งและตรวจรับระบบ Fiber Optic การวัดค่า Optical Loss ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าระบบสายสัญญาณสามารถส่งผ่านข้อมูลได้ตามมาตรฐานที่กำหนด หากค่าการสูญเสียสัญญาณสูงเกินไป อาจส่งผลให้ระบบเครือข่ายทำงานไม่เสถียร เกิด Packet Loss ความเร็วลดลง หรือในบางกรณีอาจไม่สามารถเชื่อมต่อได้เลย
หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในงาน Fiber Certification ระดับมืออาชีพ คือ Fluke CertiFiber® Pro Optical Loss Test Set (OLTS) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อการวัด Optical Loss และการรับรองคุณภาพสายไฟเบอร์ออปติกตามมาตรฐานสากล ทั้งระบบ Single Mode (SM) และ Multimode (MM)
CertiFiber PRO ไม่ได้เป็นเพียง Optical Power Meter ทั่วไป แต่เป็นเครื่องมือสำหรับงาน Fiber Verification และ Fiber Certification ที่ถูกพัฒนามาเพื่อลดความผิดพลาดในการทดสอบ เพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน และช่วยสร้างรายงานผลการตรวจสอบที่เป็นมาตรฐานระดับอุตสาหกรรม
ภาพรวมของ Fluke CertiFiber PRO
CertiFiber PRO เป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์ม Versiv™ ของ Fluke Networks ที่ถูกออกแบบมาสำหรับงานตรวจสอบและรับรองระบบสายสื่อสารทั้ง Copper และ Fiber Optic
จุดเด่นสำคัญคือสามารถรองรับการวัด Optical Loss ของสายไฟเบอร์ทั้งแบบ Single Mode และ Multimode ภายในเครื่องเดียว พร้อมรองรับการทดสอบตามมาตรฐาน ANSI/TIA และ ISO/IEC ที่ใช้ในงาน Data Center และระบบโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายระดับองค์กร

รองรับทั้ง Single Mode และ Multimode
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ Fluke OLTS CertiFiber PRO SM/MM คือความสามารถในการรองรับการทดสอบสายไฟเบอร์ออปติกได้ทั้ง Multimode Fiber (MM) และ Single Mode Fiber (SM) ภายในเครื่องเดียว ช่วยให้ผู้ติดตั้ง ผู้รับเหมา และวิศวกรเครือข่ายสามารถใช้งานได้กับระบบไฟเบอร์หลากหลายประเภท โดยไม่จำเป็นต้องแยกซื้อเครื่องมือหลายชุด
การรองรับทั้งสองมาตรฐานนี้ช่วยให้ CertiFiber PRO เหมาะสำหรับงานตั้งแต่ระบบเครือข่ายภายในอาคาร ไปจนถึงโครงข่ายสื่อสารระยะไกลที่มีความซับซ้อนสูง
Multimode Fiber (MM)

Multimode Fiber เป็นสายไฟเบอร์ที่นิยมใช้งานภายในอาคารและเครือข่ายระยะใกล้ โดยมีขนาดแกนใยแก้ว (Core) ใหญ่กว่าสาย Single Mode ทำให้สามารถส่งแสงได้หลายโหมด (Multiple Modes) พร้อมกัน CertiFiber PRO รองรับการทดสอบที่ความยาวคลื่นมาตรฐานสำหรับ Multimode Fiber ได้แก่
- 850 nm
- 1300 nm
ซึ่งเป็นความยาวคลื่นที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการติดตั้งระบบสายสื่อสารทั่วโลก เช่น TIA และ ISO/IEC
เหมาะสำหรับ Data Center
ปัจจุบัน Data Center จำนวนมากเลือกใช้ Multimode Fiber ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายในศูนย์ข้อมูล เนื่องจากมีต้นทุนอุปกรณ์ต่ำกว่าสาย Single Mode และรองรับความเร็วสูงได้ดีในระยะทางที่เหมาะสมตัวอย่างการใช้งาน ได้แก่
- การเชื่อมต่อระหว่าง Switch
- การเชื่อมต่อ Server Rack
- Spine-Leaf Architecture
- Storage Area Network (SAN)
- Hyper-Converged Infrastructure
CertiFiber PRO สามารถวัดค่า Optical Loss ของลิงก์เหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเปรียบเทียบผลกับมาตรฐานที่กำหนด ทำให้มั่นใจได้ว่าสายไฟเบอร์พร้อมรองรับการใช้งานจริงก่อนเปิดระบบ
เหมาะสำหรับ Enterprise Network
ระบบเครือข่ายภายในองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่จำนวนมากยังคงใช้ Multimode Fiber เป็น Backbone ภายในอาคาร
เช่น
- อาคารสำนักงานใหญ่
- โรงพยาบาล
- มหาวิทยาลัย
- ศูนย์ราชการ
- ศูนย์ประชุม
- อาคารพาณิชย์
การวัดค่า Loss ด้วย CertiFiber PRO ช่วยยืนยันว่าลิงก์ไฟเบอร์แต่ละเส้นมีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน ลดความเสี่ยงของปัญหาการเชื่อมต่อหลังส่งมอบโครงการ
เหมาะสำหรับ Campus Network
Campus Network คือระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่ออาคารหลายหลังภายในพื้นที่เดียวกัน
ตัวอย่างเช่น
- มหาวิทยาลัย
- โรงงานอุตสาหกรรม
- โรงพยาบาลขนาดใหญ่
- สนามบิน
- นิคมอุตสาหกรรม
แม้ว่าบางส่วนอาจใช้ Single Mode Fiber สำหรับระยะทางไกล แต่ในหลายจุดยังคงใช้ Multimode Fiber สำหรับการเชื่อมต่อภายในอาคาร
CertiFiber PRO ช่วยให้ผู้ติดตั้งสามารถทดสอบสายได้ครบทุกลิงก์ภายในโครงการด้วยเครื่องมือเพียงชุดเดียว
เหมาะสำหรับระบบ LAN Fiber
ในปัจจุบันระบบ LAN ความเร็วสูงจำนวนมากใช้ Multimode Fiber เพื่อรองรับความเร็วระดับ
- 1 Gigabit Ethernet
- 10 Gigabit Ethernet
- 25 Gigabit Ethernet
- 40 Gigabit Ethernet
- 100 Gigabit Ethernet
ระบบเหล่านี้มีความไวต่อค่า Optical Loss มากกว่าระบบเครือข่ายแบบเดิม
หากค่าการสูญเสียสัญญาณสูงเกินมาตรฐาน อาจทำให้เกิดปัญหา เช่น
- การเชื่อมต่อไม่เสถียร
- Packet Loss
- ความเร็วลดลง
- Link Flapping
- ระบบหยุดทำงานเป็นช่วง ๆ
CertiFiber PRO ช่วยตรวจสอบคุณภาพของลิงก์ได้อย่างแม่นยำ ทำให้มั่นใจว่าสายไฟเบอร์สามารถรองรับการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
รองรับมาตรฐานไฟเบอร์ Multimode ยอดนิยม
CertiFiber PRO สามารถใช้งานกับสาย Multimode หลายประเภท เช่น
- OM1 (62.5/125 µm)
- OM2 (50/125 µm)
- OM3 Laser Optimized Fiber
- OM4 Laser Optimized Fiber
- OM5 Wideband Multimode Fiber
ซึ่งครอบคลุมระบบไฟเบอร์ที่ใช้งานอยู่ในองค์กรและ Data Center ส่วนใหญ่ทั่วโลก
ช่วยยืนยันคุณภาพก่อนส่งมอบโครงการ
หลังจากติดตั้งสายไฟเบอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้รับเหมาจำเป็นต้องยืนยันว่าระบบผ่านมาตรฐานการติดตั้ง
CertiFiber PRO จะทำการวัดค่า Optical Loss ที่ความยาวคลื่น 850 nm และ 1300 nm พร้อมแสดงผล Pass/Fail อัตโนมัติตามมาตรฐานที่เลือก
ช่วยให้
- ลดเวลาในการตรวจรับงาน
- เพิ่มความน่าเชื่อถือของผลการทดสอบ
- สร้างเอกสารประกอบการส่งมอบโครงการ
- รองรับการรับประกันระบบในอนาคต
จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับงานติดตั้งและตรวจรับระบบ Multimode Fiber ระดับมืออาชีพในปัจจุบัน.
Single Mode Fiber (SM)

นอกจากการรองรับสาย Multimode แล้ว Fluke OLTS CertiFiber PRO SM/MM ยังรองรับการทดสอบ Single Mode Fiber (SM) ซึ่งเป็นประเภทสายไฟเบอร์ที่ได้รับความนิยมสูงในงานโครงข่ายหลัก (Backbone) และระบบสื่อสารระยะไกล เนื่องจากสามารถส่งสัญญาณได้ในระยะทางที่ไกลกว่าและมีการสูญเสียสัญญาณต่ำกว่าสาย Multimode
สาย Single Mode มีขนาดแกนใยแก้ว (Core) ประมาณ 9 ไมครอน ทำให้แสงเดินทางผ่านแกนกลางเพียงโหมดเดียว (Single Mode) ลดปัญหาการกระจายตัวของสัญญาณ (Modal Dispersion) และรองรับการส่งข้อมูลความเร็วสูงในระยะทางหลายกิโลเมตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
CertiFiber PRO รองรับการทดสอบที่ความยาวคลื่นมาตรฐานสำหรับ Single Mode Fiber ได้แก่
- 1310 nm
- 1550 nm
ซึ่งเป็นความยาวคลื่นที่ใช้งานจริงในระบบสื่อสารและโครงข่ายไฟเบอร์ส่วนใหญ่ทั่วโลก
รองรับการทดสอบที่ความยาวคลื่น 1310 nm
ความยาวคลื่น 1310 nm เป็นช่วงคลื่นที่นิยมใช้งานในระบบ Single Mode Fiber มาอย่างยาวนาน เนื่องจากมีค่าการกระจายของสัญญาณต่ำและเหมาะสำหรับการส่งข้อมูลระยะกลางถึงระยะไกล
การวัดค่า Loss ที่ 1310 nm ช่วยให้ผู้ติดตั้งสามารถตรวจสอบได้ว่า
- คุณภาพของการเชื่อมต่ออยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่
- จุดเชื่อมต่อ (Connector) มีการสูญเสียสัญญาณมากเกินไปหรือไม่
- Fusion Splice มีคุณภาพเพียงพอหรือไม่
- ระบบพร้อมสำหรับการใช้งานจริงหรือไม่
ผลการวัดที่ความยาวคลื่นนี้มักถูกใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำคัญในเอกสารการตรวจรับงานระบบไฟเบอร์
รองรับการทดสอบที่ความยาวคลื่น 1550 nm
ความยาวคลื่น 1550 nm เป็นช่วงคลื่นที่มีค่าการสูญเสียสัญญาณต่ำที่สุดในสาย Single Mode Fiber ทำให้เหมาะสำหรับการส่งข้อมูลระยะทางไกลมาก
ปัจจุบันความยาวคลื่นนี้ถูกใช้งานในระบบต่าง ๆ เช่น
- DWDM (Dense Wavelength Division Multiplexing)
- CWDM
- Metro Ethernet
- Long-Haul Network
- Carrier Network
การวัดค่า Loss ที่ 1550 nm มีความสำคัญอย่างมาก เพราะสามารถช่วยตรวจพบปัญหาที่อาจไม่แสดงผลชัดเจนที่ 1310 nm เช่น
- Macro Bend
- Micro Bend
- การติดตั้งสายที่มีรัศมีการโค้งงอไม่เหมาะสม
- จุดที่เกิดการรั่วไหลของแสง
จึงช่วยให้การตรวจสอบระบบมีความละเอียดและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
เหมาะสำหรับ Backbone Network
Backbone Network คือโครงข่ายหลักที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายทั้งหมดเข้าด้วยกัน
ตัวอย่างเช่น
- Backbone ภายในอาคาร
- Backbone ระหว่างอาคาร
- Backbone ภายในโรงงาน
- Backbone ของมหาวิทยาลัย
- Backbone ของศูนย์ข้อมูล
ลิงก์เหล่านี้ถือเป็นเส้นทางสำคัญของการรับส่งข้อมูล หากเกิดปัญหาเพียงจุดเดียวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานจำนวนมาก
CertiFiber PRO ช่วยตรวจสอบว่าค่า Optical Loss ของ Backbone Fiber อยู่ในเกณฑ์ที่รองรับการทำงานของอุปกรณ์เครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหมาะสำหรับ Metro Network
Metro Network เป็นโครงข่ายที่เชื่อมต่อพื้นที่ระดับเมืองหรือเขตเศรษฐกิจต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
เช่น
- การเชื่อมต่อระหว่างสำนักงานสาขา
- ระบบ Smart City
- เครือข่ายของผู้ให้บริการโทรคมนาคม
- ระบบกล้องวงจรปิดระดับเมือง
ระบบเหล่านี้มักใช้สาย Single Mode Fiber เนื่องจากมีระยะทางหลายกิโลเมตรและต้องการความเสถียรสูง
การทดสอบด้วย CertiFiber PRO ช่วยยืนยันคุณภาพของลิงก์ก่อนเปิดใช้งานจริง และช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังส่งมอบโครงการ
เหมาะสำหรับ FTTH
FTTH (Fiber To The Home) คือระบบนำสายไฟเบอร์เข้าสู่บ้านหรือสถานประกอบการโดยตรง
ปัจจุบันผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่เลือกใช้ Single Mode Fiber สำหรับโครงข่าย FTTH เนื่องจากสามารถรองรับระยะทางไกลและความเร็วระดับ Gigabit ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
CertiFiber PRO สามารถใช้ตรวจสอบ
- สาย Drop Fiber
- สาย Distribution Fiber
- จุดเชื่อมต่อภายในตู้ ODF
- จุดเชื่อมต่อภายใน Splitter Cabinet
- คุณภาพของการเชื่อมต่อก่อนส่งมอบบริการให้ลูกค้า
ช่วยลดปัญหาการติดตั้งซ้ำและเพิ่มคุณภาพการให้บริการในระยะยาว
เหมาะสำหรับ ISP Network
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) มีการใช้งานโครงข่าย Single Mode Fiber ในทุกระดับของระบบ
ตั้งแต่
- Core Network
- Aggregation Network
- Distribution Network
- Access Network
การตรวจสอบค่า Loss อย่างแม่นยำมีความสำคัญต่อการวางแผนงบประมาณ Optical Power Budget และการรักษาคุณภาพบริการ
CertiFiber PRO ช่วยให้ทีมติดตั้งและทีม Operation สามารถตรวจสอบคุณภาพลิงก์ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมจัดเก็บผลการทดสอบเพื่อใช้อ้างอิงในอนาคต
เหมาะสำหรับระบบโทรคมนาคมระยะไกล
ระบบโทรคมนาคมระยะไกล เช่น
- โครงข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์
- โครงข่ายอินเทอร์เน็ตระดับประเทศ
- โครงข่ายระหว่างจังหวัด
- โครงข่ายเชื่อมศูนย์ข้อมูล
- โครงข่ายสื่อสารภาครัฐ
มักใช้สาย Single Mode Fiber เป็นหลัก เนื่องจากสามารถรองรับการส่งข้อมูลได้หลายสิบถึงหลายร้อยกิโลเมตรเมื่อทำงานร่วมกับอุปกรณ์ขยายสัญญาณ
การวัดค่า Loss ที่ 1310 nm และ 1550 nm ด้วย CertiFiber PRO ช่วยให้มั่นใจว่าลิงก์มีคุณภาพเพียงพอสำหรับรองรับบริการที่มีความสำคัญสูงและต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
ลดจำนวนเครื่องมือที่ต้องพกพา
ข้อได้เปรียบสำคัญของ CertiFiber PRO SM/MM คือการรองรับทั้ง Single Mode และ Multimode ภายในแพลตฟอร์มเดียว
ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถ
- ทดสอบระบบได้หลายประเภทด้วยเครื่องเดียว
- ลดต้นทุนการจัดซื้ออุปกรณ์
- ลดจำนวนเครื่องมือที่ต้องพกพาหน้างาน
- ลดเวลาการสลับอุปกรณ์ระหว่างการทดสอบ
- เพิ่มความคล่องตัวในการทำงานภาคสนาม
โดยเฉพาะสำหรับผู้รับเหมา วิศวกร Data Center ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) และทีมงานโทรคมนาคมที่ต้องดูแลระบบไฟเบอร์หลายรูปแบบ CertiFiber PRO จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างชัดเจน พร้อมรองรับงานตรวจสอบและรับรองคุณภาพสายไฟเบอร์ได้ครบทุกประเภทในเครื่องมือชุดเดียว.
รองรับ Encircled Flux ตามมาตรฐานล่าสุด
หนึ่งในข้อกำหนดสำคัญของการทดสอบสายไฟเบอร์แบบ Multimode ในปัจจุบัน คือการใช้แหล่งกำเนิดแสงที่เป็นไปตามมาตรฐาน Encircled Flux (EF) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาความคลาดเคลื่อนของผลการวัดที่เกิดจากลักษณะการกระจายแสงที่แตกต่างกันของแหล่งกำเนิดแสงแต่ละรุ่น

ในอดีต เครื่องมือจากผู้ผลิตต่างรายอาจให้ผลการวัด Optical Loss ไม่เท่ากัน แม้ว่าจะวัดสายเส้นเดียวกัน เนื่องจากรูปแบบการปล่อยแสงเข้าสู่แกนไฟเบอร์แตกต่างกัน ส่งผลให้การเปรียบเทียบผลการทดสอบระหว่างผู้รับเหมา ผู้ตรวจรับงาน และเจ้าของโครงการทำได้ยาก
CertiFiber PRO ได้รับการออกแบบให้รองรับมาตรฐาน Encircled Flux อย่างสมบูรณ์ตามข้อกำหนดของ
- ANSI/TIA
- ISO/IEC
- IEC
ช่วยให้ผลการวัดมีความแม่นยำและสามารถอ้างอิงกับมาตรฐานสากลได้อย่างมั่นใจ
โดยเฉพาะในงาน Data Center, Enterprise Network และโครงการที่ต้องมีเอกสารรับรองผลการทดสอบ การรองรับ Encircled Flux ถือเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยลดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความถูกต้องของผลการวัด และเพิ่มความน่าเชื่อถือในการส่งมอบงาน
ระบบ Pass / Fail อัตโนมัติ
การวัดค่า Optical Loss เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินว่าสายไฟเบอร์สามารถใช้งานได้หรือไม่ เพราะผลการวัดจำเป็นต้องถูกเปรียบเทียบกับค่าเกณฑ์ (Loss Budget) ตามมาตรฐานที่กำหนด
หากใช้วิธีคำนวณด้วยตนเอง ผู้ปฏิบัติงานต้องนำค่าที่วัดได้มาเปรียบเทียบกับจำนวน Connector, Splice และระยะทางของสาย ซึ่งอาจเกิดความผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ที่มีลิงก์จำนวนมาก
CertiFiber PRO จึงมาพร้อมระบบวิเคราะห์ผลอัตโนมัติ โดยเครื่องจะคำนวณและเปรียบเทียบผลการทดสอบกับมาตรฐานที่เลือกใช้งานทันที
ผลลัพธ์จะแสดงเป็น
- PASS
- FAIL
บนหน้าจออย่างชัดเจน
นอกจากนี้ยังสามารถกำหนดเกณฑ์การยอมรับเองได้ตามข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละโครงการ ทำให้เหมาะทั้งสำหรับงานติดตั้งทั่วไปและงานที่มีมาตรฐานเฉพาะทาง
ข้อดีคือช่วยลดเวลาในการวิเคราะห์ผล เพิ่มความรวดเร็วในการตรวจรับงาน และลดโอกาสเกิด Human Error จากการคำนวณด้วยตนเอง
ลดปัญหา Negative Loss
หนึ่งในปัญหาที่ช่างไฟเบอร์พบได้บ่อยที่สุดคือการวัดแล้วได้ค่า Negative Loss หรือค่าการสูญเสียสัญญาณติดลบ ซึ่งในทางปฏิบัติถือเป็นค่าที่ไม่สมเหตุสมผล

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก
- การตั้งค่า Reference ไม่ถูกต้อง
- ใช้สาย Reference ไม่เหมาะสม
- ขั้นตอนการตั้งค่าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน
เมื่อเกิดปัญหานี้ ผู้ใช้งานมักต้องกลับไปวัดใหม่ทั้งหมด ทำให้เสียเวลาและส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผลการทดสอบ
CertiFiber PRO มีระบบ Set Reference Wizard ที่ช่วยแนะนำผู้ใช้งานทีละขั้นตอน พร้อมตรวจสอบความถูกต้องของการตั้งค่า Reference ก่อนเริ่มการวัดจริง
ข้อดีคือ
- ลดความผิดพลาดของผู้ใช้งาน
- ลดการวัดซ้ำ
- ลดเวลาการทำงานภาคสนาม
- เพิ่มความน่าเชื่อถือของผลการทดสอบ
โดยเฉพาะสำหรับทีมงานที่มีช่างหลายระดับประสบการณ์ ระบบนี้ช่วยให้ผลการวัดมีมาตรฐานสม่ำเสมอมากขึ้น
ตรวจสอบหน้าหัวคอนเนกเตอร์ไฟเบอร์ได้
สถิติจากอุตสาหกรรมไฟเบอร์ออปติกทั่วโลกพบว่า ปัญหามากกว่า 80% ของระบบไฟเบอร์เกิดจากหน้าหัวคอนเนกเตอร์ที่สกปรกหรือเสียหาย
แม้ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ก็สามารถทำให้เกิด
- ค่า Loss สูงขึ้น
- ค่า Reflectance เพิ่มขึ้น
- Bit Error สูงขึ้น
- ระบบไม่เสถียร
CertiFiber PRO สามารถทำงานร่วมกับระบบตรวจสอบหน้าหัวไฟเบอร์ของ Fluke Networks เพื่อวิเคราะห์สภาพหน้าหัวคอนเนกเตอร์แบบละเอียด
สามารถตรวจพบ
- ฝุ่นละออง
- คราบน้ำมัน
- รอยขีดข่วน
- รอยแตก
- ความเสียหายของ Ferrule
พร้อมประเมินผลตามมาตรฐาน IEC 61300-3-35 แบบอัตโนมัติ
ช่วยให้มั่นใจว่าหัวคอนเนกเตอร์สะอาดและพร้อมใช้งานก่อนเริ่มการวัดจริง ลดปัญหาการวัดผิดพลาดตั้งแต่ต้นทาง
มี Visual Fault Locator (VFL) ในตัว
Visual Fault Locator หรือ VFL เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการตรวจสอบสายไฟเบอร์หน้างาน
CertiFiber PRO มี VFL ในตัว ทำให้ไม่จำเป็นต้องพกอุปกรณ์แยกเพิ่มเติม
VFL ทำงานโดยปล่อยลำแสงเลเซอร์สีแดงเข้าสู่สายไฟเบอร์ เมื่อเกิดความเสียหาย แสงจะรั่วออกมาบริเวณจุดบกพร่อง ทำให้สามารถระบุตำแหน่งปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
เหมาะสำหรับการค้นหา
- สายขาด
- สายหัก
- Micro Bend
- Macro Bend
- Connector เสียหาย
- Fusion Splice ที่ผิดปกติ
- Polarity ผิด
ช่วยลดเวลาการ Troubleshooting จากหลายชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่นาทีในหลายกรณี
รองรับงาน Tier 1 และ Tier 2 Certification

CertiFiber PRO ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับงานรับรองคุณภาพระบบไฟเบอร์โดยเฉพาะ
สำหรับ Tier 1 Certification เครื่องสามารถตรวจสอบ
- Optical Loss
- Fiber Length
- Polarity
- Optical Power
ตามมาตรฐาน TIA และ ISO/IEC
ส่วน Tier 2 Certification สามารถทำงานร่วมกับ OTDR ของ Fluke Networks เช่น OptiFiber Pro เพื่อวิเคราะห์รายละเอียดเชิงลึกของลิงก์
เช่น
- ตำแหน่ง Connector
- Fusion Splice
- Macro Bend
- เหตุการณ์ผิดปกติบนสาย
เมื่อรวมผลการทดสอบทั้งสองประเภทเข้าด้วยกัน จะได้รายงานที่ครอบคลุมตั้งแต่ภาพรวมของลิงก์จนถึงรายละเอียดเชิงลึกของแต่ละจุดบนสายไฟเบอร์
ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายองค์กรและ Data Center ระดับ Enterprise ต้องการสำหรับการตรวจรับโครงการ
ระบบ LinkWare™ สำหรับจัดทำรายงาน X
หลังจากการทดสอบเสร็จสิ้น ข้อมูลทั้งหมดสามารถส่งเข้าสู่ LinkWare™ Cable Test Management Software ได้ทันที
ซอฟต์แวร์นี้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมสายสื่อสารทั่วโลก และเป็นมาตรฐานที่ผู้รับเหมาและวิศวกรจำนวนมากใช้งาน
ผู้ใช้งานสามารถ
- จัดเก็บข้อมูลการทดสอบ
- จัดหมวดหมู่ลิงก์
- วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง
- เปรียบเทียบผลการทดสอบ
- สร้างรายงาน PDF
- จัดทำเอกสารส่งมอบโครงการ
ได้อย่างครบถ้วน
สำหรับโครงการที่มีลิงก์หลายร้อยหรือหลายพันเส้น ระบบรายงานอัตโนมัติช่วยลดเวลางานเอกสารได้อย่างมหาศาล และเพิ่มความเป็นมืออาชีพในการส่งมอบงาน

สรุปบทความ
Fluke CertiFiber® PRO SM/MM เป็นเครื่องมือ Optical Loss Test Set (OLTS) ระดับมืออาชีพที่ถูกออกแบบมาสำหรับการตรวจสอบและรับรองคุณภาพระบบ Fiber Optic อย่างครบวงจร รองรับทั้ง Single Mode และ Multimode Fiber สามารถวัด Optical Loss ได้อย่างรวดเร็ว มีระบบ Pass/Fail อัตโนมัติ รองรับ Encircled Flux ตามมาตรฐานสากล และสามารถจัดทำรายงานผลการทดสอบผ่าน LinkWare™ Software ได้อย่างครบถ้วน
ด้วยความสามารถในการทดสอบที่รวดเร็ว แม่นยำ และลดความผิดพลาดของผู้ใช้งาน CertiFiber PRO จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างมากในงาน Data Center, Enterprise Network, FTTH, Backbone Network และโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้าน Fiber Optic ที่ต้องการมาตรฐานการตรวจรับระดับมืออาชีพทั่วโลก.



